OBV คืออะไร? เจาะลึกวิธีใช้ On-Balance Volume หาจุดซื้อขายและดูเทรนด์

บทความโดย เอิร์ท ภาสวุฒิ

การวิเคราะห์แนวโน้มราคาหุ้นให้ขาด ลำพังดูแค่ ‘ราคา’ อาจไม่เพียงพอ แต่ต้องพิจารณา ‘ปริมาณการซื้อขาย’ (Volume) ประกอบด้วย จึงเป็นที่มาของแนวคิดจากคุณ Joe Granville ในการพัฒนาเครื่องมือ On-Balance Volume (OBV) โดยนำหลักการคำนวณมาประยุกต์ใช้ภายใต้หลักการที่ว่า ‘Volume precedes Price’ (ปริมาณการซื้อขายมักมาก่อนราคา) ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ Volume อย่างมีนัยสำคัญ คือสัญญาณที่บ่งบอกว่านักลงทุนกำลังให้ความสนใจและเทรนด์ใหม่กำลังก่อตัวขึ้น

OBV คืออะไร? (หลักการและสูตรคำนวณ)

OBV (On-Balance Volume) คืออินดิเคเตอร์ที่ใช้ดูการสะสมของปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพื่อวิเคราะห์แรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นจริงในตลาด โดยการคำนวณจะแบ่งเป็น 3 กรณี

  1. กรณีหุ้นขึ้น (ราคาปิดวันนี้ > วันก่อน): OBV ใหม่ = OBV เดิม + ปริมาณการซื้อขายวันนี้
  2. กรณีหุ้นลง (ราคาปิดวันนี้ < วันก่อน): OBV ใหม่ = OBV เดิม – ปริมาณการซื้อขายวันนี้
  3. กรณีราคาเท่าเดิม (ราคาปิดวันนี้ = วันก่อน): OBV ใหม่ = OBV เดิม (ค่าคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง)

 

💡 Aspen Tips: ไม่ต้องจำสูตรให้ปวดหัว! คุณสามารถเรียกดู OBV ได้ทันทีบนโปรแกรม Aspen เพื่อวิเคราะห์ทิศทางราคาได้เลยครับ

4 กลยุทธ์การใช้ OBV

1. ยืนยันความแข็งแกร่งของเทรนด์ (Trend Confirmation)

โดยให้สังเกตว่าทิศทางของ OBV นั้นสอดคล้องกับราคาหุ้นหรือไม่ หากราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เส้น OBV ก็ควรจะยกตัวสูงขึ้นตามเพื่อยืนยันว่าเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่งจริง เช่นเดียวกับขาลงที่เส้น OBV ก็ควรทำจุดต่ำสุดใหม่สอดคล้องกับราคา

2. ใช้กรองสัญญาณ "Breakout หลอก" (False Breakout)

บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นพุ่งทะลุแนวต้านขึ้นไปได้ แต่นักลงทุนมักไม่มั่นใจว่าเป็นของจริงหรือไม่ เราสามารถใช้ OBV ช่วยสังเกตได้ครับ:

  • Breakout ของจริง: เมื่อราคาพุ่งทะลุแนวต้าน เส้น OBV จะต้องพุ่งทะลุแนวต้าน (High เดิม) ของตัวเองขึ้นไปด้วย เป็นการยืนยันว่ามีปริมาณการซื้อขายสนับสนุนการขึ้นครั้งนี้จริง
  • Breakout หลอก: เมื่อราคาเบรกแนวต้านขึ้นไปได้ แต่เส้น OBV ไม่ยอมทำ New High ตามราคา ลักษณะนี้ต้องระวังให้ดี เพราะมีโอกาสเป็นสัญญาณเบรกหลอกแล้วราคาร่วงกลับลงมา

3. หาสัญญาณกลับตัวล่วงหน้า (Divergence)

เราจะมองหาความ “ขัดแย้ง” ระหว่างราคากับ OBV เพื่อสังเกตว่าเทรนด์เดิมกำลังจะจบลงหรือยัง

  • Bullish Divergence (สัญญาณเตรียมเด้งขึ้น): เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไหลลงทำจุดต่ำสุดใหม่ (New Low) แต่เส้น OBV กลับ ยกตัวสวนทางขึ้น ไม่ยอมลงตาม แสดงว่าแรงขายเริ่มหมดและมีคนแอบเก็บของสวนราคาที่ลงมา มีโอกาสที่ราคาจะดีดตัวกลับครับ
  • Bearish Divergence (สัญญาณเตรียมร่วง): เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) แต่เส้น OBV กลับ ย่อตัวต่ำลง ไม่ทำยอดสูงตาม แสดงว่าราคาที่ขึ้นไปนั้นขึ้นด้วยความเฉื่อย ไม่มีเงินใหม่เข้ามาหนุนจริง ให้ระวังการจบรอบแล้วราคาปรับตัวลงมาครับ

4. ประยุกต์ใช้ร่วมกับ EMA และการจับจังหวะช่วงพักตัว

เราสามารถใส่เส้นค่าเฉลี่ย (EMA) ลงในกราฟ OBV เพื่อช่วยกำหนดจุดซื้อขายที่ชัดเจนขึ้น โดยจุดเด่นที่ทำให้ OBV เหนือกว่าอินดิเคเตอร์ยอดนิยมอย่าง RSI หรือ MACD คือความสามารถในช่วงตลาดพักตัว (Sideway) หากคุณพบว่าราคายังวิ่งออกข้างแต่เส้น OBV กลับเริ่มไต่ระดับสูงขึ้น นั่นคือสัญญาณสำคัญว่ารายใหญ่กำลังแอบ “เก็บของ” สะสมหุ้นเพื่อเตรียมทำราคาขึ้นรอบใหม่ครับ

🔔 อยากอ่าน OBV เป็น… แต่ยัง “อ่านกราฟไม่ขาด” ใช่ไหม?

การเข้าใจ OBV คือจุดเริ่มต้นที่ดี
แต่ถ้าคุณอยาก เห็นภาพใหญ่ของตลาดจริง ๆ
รู้ว่า ควรซื้อเมื่อไหร่ ขายตอนไหน และหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกยังไง
คุณต้องมี “พื้นฐานเทคนิคอล” ที่แข็งแรงกว่านี้

 

👉 เปลี่ยนจากแค่รู้ Indicator
เป็น เทรดเดอร์ที่อ่านกราฟเป็นระบบ

 

ขอแนะนำคอร์ส: “ปูพื้นฐานเทคนิคอลครบสูตร อ่านกราฟ-ตีเส้น-คัดหุ้น” สอนสดออนไลน์ 10 ชั่วโมงเต็ม โดย คุณเอิร์ท (ภาสวุฒิ เลิศมัธยะกุล)

 

สิ่งที่คุณจะได้รับจากคอร์สนี้:

  • Day 1: อ่านอารมณ์ตลาดผ่านแท่งเทียน (Candlestick)

  • Day 2: ตีเทรนด์ไลน์และหาแนวรับ-แนวต้านที่ใช้งานได้จริง

  • Day 3: อ่านแรงซื้อ-ขายด้วย Volume & Multi-Timeframe

  • Day 4: คัดหุ้นและวางแผนเทรดด้วย MAV, MACD, RSI, Sto

 

📅 เรียนวันที่: 14, 17, 19, 21 ก.พ. 69 (ดูย้อนหลังได้ 3 เดือน)

🎁 พิเศษ! รับสิทธิ์ใช้งาน Aspen Pro ฟรี 1 เดือนเต็ม เพื่อฝึกเทรดจริง

 

💥 โปรโมชั่น Early Bird! เพียง 3,500 บาท (จากปกติ 4,000 บาท) เมื่อสมัครภายในวันที่ 6 ก.พ. 69 นี้เท่านั้น!

 

👉 สนใจสมัครหรือสอบถามรายละเอียด:

  • LINE ID: @thaiquest

  • โทร: 02-651-4747 กด 1

แชร์ไปที่: